วันศุกร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2556

8 วิธีกินอาหาร ลดความอ้วนที่ไม่ได้ผล


          หุ่น รอบเอว และน้ำหนักตัว ถือเป็นสิ่งที่หลาย ๆ คนต้องการควบคุมให้ดี ส่วนหนึ่งก็เนื่องจากหุ่นดีไม่อ้วนจนเกินไปถือเป็นสัญญาณที่ดีของสุขภาพว่า อย่างน้อยคุณก็ไม่ได้ เสี่ยงต่อการจะป่วยด้วยโรคที่มากับความอ้วนทั้งหลาย และอีกสาเหตุที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ การมีหุ่นดีถือเป็นสิ่งที่ดึงดูดสายตาคนรอบข้างและทำให้คนรอบข้างมองเรา อย่างชื่นชม (และอิจฉา)


          หนทางการควบคุมน้ำหนักของร่างกายตั้งอยู่บนเรื่องพื้นฐานสองเรื่องคือ การใช้พลังงาน (ออกกำลังกาย) และการรับพลังงานเข้าไป (การกินอาหาร) ซึ่งต้องทำควบคู่กันเพื่อความสำเร็จ แต่ปัญหามีอยู่ว่าหลายคนปรับลักษณะ นิสัยในการกินตามแบบที่ตนเองเชื่อว่าได้ผล แต่จริง ๆ แล้วไม่ได้ผล หรือเผลอ ๆ อาจจะพาไปสู่ความล้มเหลวในการลดน้ำหนักด้วยซ้ำ

          เรามาดูหนทางที่ไม่ได้ผล ซึ่งพบบ่อย ๆ ในผู้ที่พยายามลดน้ำหนักกัน


1. การกินอาหารธรรมชาติ ช่วยลดน้ำหนักได้

          หลาย ๆ คนมีความเชื่อว่าอาหารที่มาจากธรรมชาติโดยตรงย่อมดีกว่าอาหารที่ผ่านกระบวน การทางวิทยาศาสตร์ เพราะว่าน่าจะผ่านสารเคมีน้อยกว่า ผ่านการใช้ยาน้อยกว่า ทำให้เวลาจะซื้ออาหารมาแล้วหวังผลเรื่องการลดน้ำหนัก ก็เลยไปซื้อของที่ขึ้นชื่อว่า "ออร์แกนิก", "ธรรมชาติ" เพราะคิดว่าจะดีต่อสุภาพและลดน้ำหนักได้มากขึ้น ซึ่งความเชื่อนี้ผิด

          จริงอยู่ที่ของจากธรรมชาติที่ผ่านการปรุงแต่งน้อย ใช้สารเคมีน้อย ๆ ก็น่าจะปลอดภัยต่อสุขภาพมากกว่าของที่ใช้สารเคมีมาก ๆ แต่ว่าน้ำหนักจะลดหรือไม่นั้น ไม่ได้ขึ้นกับความเป็นธรรมชาติ แต่ขึ้นกับว่าเรากินอะไรเข้าไป เนื้อ หมูในฟาร์มออร์แกนิกก็กินแล้วอ้วนได้เท่า ๆ กับหมูในฟาร์มเลี้ยงแบบใช้ยา ถ้าหากเราไม่เขี่ยเอาส่วนที่เป็นไขมันทิ้งไป จะลดน้ำหนักได้หรือไม่ ขึ้นกับพลังงานที่ได้จากอาหารที่เรากินเข้าไป ไม่เกี่ยวกับคุณภาพหรือแหล่งที่ผลิต

 2. ยาลดน้ำหนัก

          ความจริงเป็นวิธีที่คนส่วนมากมองว่าไม่ได้ผล แต่ว่าก็ยังเป็นที่นิยมใช้กันทั้งด้วยความคิดว่าใช้ในระยะเวลาสั้น ๆ คงไม่อันตราย หรือบางคนก็ใช้เพราะความไม่รู้เนื่องจากส่วนผสมที่ระบุไว้บอกว่าเป็นของจาก ธรรมชาติ

          ยาลดน้ำหนักที่ได้รับการรับรองให้ใช้เป็นยา มักต้องสั่งจ่ายยาให้ผู้ที่มีปัญหาน้ำหนักเกินภายใต้การดูแลของแพทย์ ซึ่งหมายความว่าต้องมีการแนะนำการลดน้ำหนักด้วยวิธีอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากยา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการออกกำลังกายหรือการควบคุมอาหาร

          สำหรับยาหรืออาหารเสริมที่อ้างว่าลดน้ำหนักและขายกันทางอินเทอร์เน็ต หลายชนิดก็มีการจับกุมเป็นระยะ ๆ และมีการตรวจพบว่ามีการผสมยาลดน้ำหนักชนิดที่ห้ามขายในสหรัฐอเมริกาและในไทย (เนื่องจากมีรายงานว่าทำให้เสียชีวิตได้) หรือตรวจพบการปนเปื้อนยาขับปัสสาวะที่ทำให้น้ำหนักลดด้วยการขับน้ำออกไป

          การใช้ยาลดน้ำหนักเป็นทางเลือกที่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญ และจะต้องมีแผนการรักษาเรื่องการควบคุมปริมาณอาหาร และการออกกำลังกายที่เหมาะสม หากซื้อยาลดน้ำหนักกินเอง นอกจากจะเสี่ยงต่ออันตรายถึงแก่ชีวิต เมื่อหยุดยาแล้วน้ำหนักก็มักจะเด้งกลับไปอยู่ที่จุดเดิมก่อนการกินยา

3. ขนมขบเคี้ยวประเภท "ไดเอต"

          ฟังดูเหมือนจะดีถ้าเรากินอาหารที่เขียนไว้ที่หน้าซองว่า "น้ำตาลต่ำ" "ไขมันต่ำ" หรือ "ปราศจากคอเลสเตอรอล" แต่ต้องอย่าลืมว่า อาหารที่น้ำตาลต่ำแล้วอร่อย อาจจะต้องระวังเรื่องไขมันสูง กลับ กัน ไขมันต่ำก็อาจจะเป็นเพราะน้ำตาลสูง ปราศจากคอเลสเตอรอลก็อาจจะเป็นอาหารที่ไขมันสูงต่ำทำจากพืช ดังนั้นก่อนรับประทานต้องดูปริมาณพลังงานที่ได้รับจากฉลากโภชนาการดีกว่าไป อ่านคำโฆษณา

          นอก จากนั้น การกินอาหารที่หน้าซองระบุข้อความที่บ่งบอกถึงความเป็นอาหารไดเอต ก็มีความเสี่ยงที่ผู้บริโภคจะกินอาหารเหล่านั้นมากกว่าปกติ เพราะรู้สึกว่าตนเองกำลังกินของที่กินแล้วไม่อ้วนอยู่

4. ดื่มน้ำเปล่ามาก ๆ ระหว่างกินอาหาร

          น้ำเปล่าจัดเป็นเครื่องดื่มที่ไม่ให้พลังงาน วิธีการลดน้ำหนักของกูรูหลาย ๆ คนจะแนะนำการดื่มน้ำเปล่าสักหนึ่งถึงสองแก้วก่อนกินอาหาร เพราะว่าน้ำเปล่าจะไปแย่งพื้นที่อาหารและทำให้เราอิ่มเร็วขึ้น ซึ่งจริง ๆ ก็เป็นวิธีที่ได้ผล แต่ต้องระวังว่า การดื่มน้ำเพื่อให้อิ่มเร็วขึ้นไม่ควรดื่มมากกว่า 1-2 แก้วในแต่ละมื้อ เพราะแม้จะทำให้มื้อนั้นอิ่มเร็วขึ้น แต่เราจะหิวเร็วขึ้นในมื้อถัดไป และมีโอกาสที่เราจะกินขนมหรือของขบเคี้ยวระหว่างมื้ออาหาร ซึ่งเผลอ ๆ อาจจะได้รับพลังงานจำนวนมากเข้าไปในร่างกายทำให้อ้วนยิ่งกว่าเดิม

          ดังนั้น ก่อนใช้วิธีการดื่มน้ำระหว่างกินอาหาร ควรเริ่มอย่างช้า ๆ และวางแผนให้ดีอย่าเผลอกินขนมระหว่างมื้อเข้าไปแทน

 5. อดอาหาร

          คนเราต้องการพลังงานโดยเฉลี่ยวันละประมาณ 2,000 กิโลแคลอรี่ หรือ 650 กิโลแคลอรี่ต่อมื้อ ทำให้หลายคนที่อยากใช้ทางลัดอดอาหารวันละ 1-2 มื้อ เพราะคิดว่าจะลดพลังงานได้มากกว่าการไปออกกำลังกาย

          ปัญหาคือเวลาลดความอ้วน สิ่งที่เราต้องการลดคือไขมัน แต่เวลาที่ร่างกายขาดอาหารแบบมาก ๆ ร่างกายจะไม่ใช้ไขมันแค่อย่างเดียว ร่างกายจะทำลายกล้ามเนื้อ เพื่อเอามาใช้เป็นพลังงานด้วย ดังนั้น ถ้าหากเราอดอาหารวันละ 1-2 มื้อ น้ำหนักจะลดลงอย่างรวดเร็วกลายเป็นผอมเพราะกล้ามเนื้อลีบเล็กลง แต่ว่าสัดส่วนไขมันมากขึ้น





6. ดื่มเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ

          เครื่องดื่มหลาย ๆ ชนิดในท้องตลาดที่โฆษณาว่าดื่มเพื่อสุขภาพ มักจะทำให้เราดื่มมันโดยใช้คำว่า "เพื่อสุขภาพ" เป็น ข้อแก้ตัวในการดื่ม ไม่ว่าจะเป็นมีไฟเบอร์ มีวิตามิน และแร่ธาตุ หรือทำจากผลไม้แท้ ๆ ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าทางอาหารเหล่านี้ก็มีข้อดี แต่ต้องระวังให้มากเรื่องน้ำตาลที่ผสมอยู่นี้ บางครั้งการดื่มเครื่องดื่มพวกนี้เข้าไปแค่สองขวด ก็ได้พลังงานส่วนเกินที่สามารถเปลี่ยนไปเป็นไขมันที่พุงได้เท่า ๆ กับกินข้าวหนึ่งจานเลยทีเดียว

7. กินอาหารที่ช่วยการเผาผลาญ (Negative Calorie Diet)

          พื้นฐานวิชาชีววิทยาบอกไว้ว่า เวลากินอาหาร ร่างกายจะย่อยอาหารนั้นเพื่อเอามาเป็นพลังงานในร่างกาย... แต่ก่อนที่จะย่อย ร่างกายก็ต้องใช้พลังงานบางส่วนไปในการย่อยอาหารนั้น ๆ ในต่างประเทศจึงมีสูตรอาหารที่เรียกว่า Negative Calorie Diet ซึ่งตั้งมาบนความเชื่อว่า อาหารบางชนิดเมื่อกินเข้าไปแล้วนอกจากไม่ให้พลังงาน ก็ยังจะกระตุ้นให้ร่างกายเกิดการเผาผลาญพลังงานมากขึ้นจากการย่อยอาหารนั้น ๆ โดยส่วนมากมักเป็นพวกผัก ที่นิยมในต่างประเทศจะเป็นพวก Celery (แปลเป็นไทยว่าผักขึ้นฉ่าย) กะหล่ำปลี ผักกาดขาว

          แต่ น่าเสียดายที่ความจริงอาหารกลุ่มนี้ไม่ได้มีความสามารถในการเผาผลาญพลังงาน ถึงขนาดลดน้ำหนักได้จริง เนื่องจากร่างกายคนเราจะใช้พลังงานในการย่อยอาหารมาก ๆ ก็เฉพาะอาหารพวกโปรตีนและไขมัน สำหรับอาหารกลุ่มผักที่มีแต่ไฟเบอร์และน้ำเป็นส่วนประกอบ ร่างกายแทบจะไม่ได้ใช้พลังงานในการย่อย ดังนั้นประโยชน์ที่จะได้จากอาหารในกลุ่มนี้ไม่ได้มาจากการเร่งการเผาผลาญ แต่มาจากการที่มันไปแย่งพื้นที่ในกระเพาะอาหารและทำให้อิ่มเร็วขึ้นมากกว่า



8. แค่ควบคุมอาหารอย่างเดียวก็เพียงพอ ไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายก็ได้

          หลายคนมีความเชื่อว่าการออกกำลังกายใช้พลังงานไปไม่มากมายนัก ดังนั้น การควบคุมอาหารเพียงอย่างเดียวก็เพียงพอแล้ว

          ... ความเชื่อนี้เกิดจากบางคนไปเปิดดูตารางการใช้พลังงานเมื่อออกกำลังกาย ยกตัวอย่าง เช่น การวิ่งระยะประมาณ 4 กิโลเมตรใน 30 นาที ใช้พลังงานไปราว ๆ 230 กิโลเมตร หรือเท่า ๆ กับการดื่มน้ำอัดลม 1 กระป๋องครึ่ง พบเห็นแบบนี้ เลยมองว่าการออกกำลังกายช่วยเบิร์นไขมันได้เพียงเล็กน้อย สู้การอดอาหารไม่ได้ มื้อเดียวลดไปได้ 600 กิโลแคลอรี่

          ความ เชื่อดังกล่าวเป็นความเชื่อที่ผิด เพราะว่าการออกกำลังกายนอกจากจะเผาผลาญพลังงานในช่วงที่ออกกำลังกายแล้ว ยังจะไปเพิ่มกล้ามเนื้อในร่างกาย ซึ่งกล้ามเนื้อที่เพิ่มขึ้นจะเป็น ตัวใช้พลังงานแม้ในเวลาที่เราไม่ได้ออกกำลัง ดังนั้นคนที่ออกกำลังเป็นประจำ ร่างกายจะเผาผลาญพลังงานได้ดีกว่าแม้ในวันที่ไม่ได้ออกกำลังกาย และทำให้ลดน้ำหนักได้ง่ายกว่า

          การลดน้ำหนักให้อยู่ใน เกณฑ์ที่เหมาะสมถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของสุขภาพที่ดี กินให้พอดีและออกกำลังให้เหมาะสม จะได้มีทั้งรูปร่างที่งดงามและร่างกายที่แข็งแรง



ที่มา : http://www.healthmee.com  

ที่มา : http://www.healthmee.com