ใครๆ ก็รักสุขภาพ ฉะนั้น นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดครัวสาธิตการทำ “แยมมะละกอกลิ่นมะนาวน้ำตาลต่ำ” อัน เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อผู้ป่วยที่ต้องควบคุมน้ำตาลและผู้รักสุขภาพ เผยสูตรอาหารทำเงินแบบง่าย ๆ ในยุคของแพง โดย นางสาวช่อลัดดา เที่ยงพุก นักวิจัยจากฝ่ายกระบวนการและแปรรูป สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร ม.เกษตรศาสตร์ เป็นผู้สาธิตการทำ
อัน
ว่าแยมมะละกอนี้ เป็นหนึ่งในอีกหลายเมนูอาหาร
ของสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร
ที่สามารถให้แม่บ้านนำกลับไปปรุงให้สมาชิกที่บ้านได้ชิมกันอย่างง่าย ๆ
และยังเป็นอาหารเสริมสุขภาพไปพร้อม ๆ กันด้วย
ช่อ
ลัดดา กล่าวว่า แยมคือผลิตภัณฑ์ถนอมอาหารที่ทำจากเนื้อผลไม้ผสมกับน้ำตาล
หรือจะผสมกับน้ำผลไม้หรือน้ำผลไม้เข้มข้นด้วยก็ได้
และทำให้มีความเข้มข้นเหนียวพอเหมาะ
ตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อาหารของกระทรวงสาธารณสุข
แยมโดยทั่วไปมีน้ำตาลสูงประมาณ 59-61% แต่แยมมะละกอกลิ่นมะนาวน้ำตาลต่ำ จะมีระดับน้ำตาล 35%
เท่านั้น ซึ่งเหมาะกับผู้ป่วยที่ต้องงดอาหารรสหวานและต้องควบคุมน้ำตาล
ผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก ผู้ป่วยโรคไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน
และผู้ที่รักสุขภาพทั้งหลาย
และที่เลือกมะละกอมาแปรรูปเป็นแยมก็เนื่องจากมะละกอเป็นผลไม้ที่ปลูกง่าย
ให้ผลทุกฤดูกาล ราคาไม่แพง มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ช่วยระบายท้อง
และยังมีสารเพคตินที่ช่วยให้เกิดเจลปริมาณสูง จึงเหมาะที่จะนำมาทำแยม
สำหรับ สูตรการทำแยมมะละกอกลิ่นมะนาวน้ำตาลต่ำ ประกอบด้วย เนื้อมะละกอสุก 310 กรัม น้ำมะนาว 90 กรัม น้ำตาลทรายขาว 330 กรัม เกลือ 0.20 กรัม ผงบุก 5 กรัม แบะแซ 100 กรัม และผงเพคติน (Low methoxyl pectin) 5 กรัม
วิธีทำ เริ่มด้วยการนำชิ้นมะละกอสุกมาหั่นหรือปั่นหยาบนำเพคตินมาผสม กับน้ำตาลทราย 6 เท่าของน้ำหนักแล้วคนให้เข้ากัน เติมน้ำ 2 เท่าของน้ำหนักเพคติน รวมกับน้ำตาลทรายและคน ให้เข้ากัน นำเนื้อมะละกอที่หั่นแล้วมาใส่หม้อสเตนเลสแล้วเอาไปตั้งไฟ คนให้เดือดอ่อน ๆ 5
นาที ใส่น้ำตาลทรายทีละน้อย เพิ่มไฟให้แรงขึ้น คนตลอดเวลา ใส่เกลือ
เคี่ยวจนน้ำตาลละลายดี จึงเติมสารละลายเพคตินและน้ำมะนาวที่ใส่รวมกับแบะแซ
ล้างภาชนะด้วยน้ำร้อน เคี่ยวต่อจนส่วนผสมเดือด ยกลงมาชั่งน้ำหนัก
แยมต้องได้ 1,000 กรัม ถ้าน้ำหนักเกินก็ให้เคี่ยวต่อไป
แต่ถ้าน้ำหนักน้อยกว่าก็ให้เติมน้ำต้มสุก เมื่อได้น้ำหนัก 1,000 กรัมแล้ว ให้ยกลงจากเตาช้อนฟองออกบรรจุใส่ขวดแก้วที่ผ่านการนึ่งฆ่าเชื้อแล้ว 5 นาที รอให้อุณหภูมิแยมลดลง 85-93 องศาเซลเซียสแล้วจึงปิดฝาให้สนิท ก่อนที่จะวางทิ้งไว้ให้แยมเป็นเจล ก็จะได้แยมมะละกอที่มีน้ำตาลต่ำประมาณ 35% และควรเก็บแยมไว้ในตู้เย็นหรือใส่สารกันเสีย คือ โซเดียมเบนโซเอท 0.04% และโปรตัสเซียมซอร์เบท 0.04% ของน้ำหนักแยมโดยละลายน้ำเล็กน้อย และใส่ในช่วงใกล้จุดยุติ จะสามารถเก็บแยมไว้ได้ที่อุณหภูมิห้องไม่ต่ำกว่า 6 เดือน
สำหรับ
รสชาติผลไม้นั้น เราสามารถนำไปปรับเปลี่ยนรสชาติของผลไม้ได้ตามความชอบ
หรือทำแล้วจะนำไปจำหน่ายก็จะดีไม่น้อย
เพราะเป็นการช่วยกันนำสูตรอาหารจากงานวิจัยไปใช้เพิ่มมูลค่าให้ผลไม้ไทยและ
ยังส่งเสริมสุขภาพ ผู้บริโภคได้อีกด้วย
ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
