เวลาฟังเพลง ในที่สาธารณะ บางคนเลือกที่จะใส่หูฟัง เพื่อฟังเพลงโดยเฉพาะ หรือใส่หูฟัง เป็นกิจวัตรประจำวัน ในการใช้โทรศัพท์ ซึ่งการใช้หูฟัง ในระดับเสียงที่ดังหรืออยู่ในที่มีเสียงดังเป็นประจำ ทำให้เกิดการเสี่ยงเป็นโรคหูดับ อาการมีทั้งเป็นชั่วคราวและถาวร โรคหูดับ เป็นอย่างไร มีผลต่อการใช้ชีวิตหรือไม่
โรคหูดับหรือชื่อภาษา อังกฤษว่า Sudden Hearing
Loss (SHL) คือภาวะสูญเสียการได้ยินอย่างกะทันหัน
โดยผู้เป็นโรคหูดับจะมีอาการหูได้ยินเสียงน้อยลงหรือไม่ได้ยินเสียงเลย
อาจเป็นข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง แต่ส่วนใหญ่มักจะเป็นข้างเดียว
การจัดว่าเป็นโรคหูดับหรือไม่จะวัดจากระดับการได้ยิน
หากระดับการได้ยินลดลงมากกว่า 30 เดซิเบล นานกว่า 72
ชั่วโมงจะจัดเป็นโรคหูดับ โดยอาการโรคหูดับมักชัดเจนในช่วง 2-3 ชั่วโมงแรก
ระดับเสียงที่ไม่ได้ยินอาจเป็นระดับเสียงที่ความดังเท่าใดก็ได้
และมีทั้งอาการที่เป็นชั่วคราวและถาวรจากสถิติพบว่า โรคหูดับมักเกิดกับผู้ที่มีช่วงอายุ 30-60 ปี และมักเกิดกับผู้ที่มีอาชีพที่อยู่ในสถานที่มีเสียงดังเป็นประจำรวมทั้งผู้ ที่ชอบฟังเพลงเสียงดังๆจากเครื่องเล่น MP3 สาเหตุโรคหูดับมีหลายสาเหตุแต่ที่พบมากที่สุดถึงร้อยละ 60 คือ สาเหตุจากการรับเชื้อไวรัสบางชนิด โดยสามารถตรวจพบการเปลี่ยนแปลงทางน้ำเหลืองในห้องปฏิบัติการ ไวรัสที่เป็นสาเหตุได้แก่ ไวรัสไข้หวัดใหญ่ influenza type B, ซัยโตเมกาโลไวรัส CMV, ไวรัสคางทูม mumps, รูบิโอลา rubeola และไวรัสสุกใส-งูสวัด varicella-zoster โดยไวรัสเหล่านี้จะไปทำให้หูชั้นในอักเสบ
การรักษาโรคหูดับที่สำคัญคือ การพักผ่อนให้มากที่สุดเพื่อให้ประสาทหูฟื้นตัวโดยเร็ว โดยทั่วไปแพทย์จะสั่งให้พักผ่อนอย่างน้อย 1 สัปดาห์โดยระหว่างนี้ห้ามฟังหรือเข้าใกล้ที่ที่เสียงดังมากๆ และพบว่าผู้ป่วยกว่าร้อยละ 70 อาการหายได้เอง นอกจากนี้ยังมีการรักษาด้วยการใช้ยาต้านไวรัสชื่อ อะซัยโคลเวีย (Acyclovir) สำหรับโรคที่เกิดจากไวรัส HSV-1 และจะยิ่งได้ผลดีขึ้นเมื่อให้ยาต้านไวรัสร่วมกับยาสเตียรอยด์ ส่วนยาลดปฏิกิริยาอักเสบกลุ่มสเตียรอยด์ corticosteroids ก็ได้ผลดีเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม การป้องกันโรคหูดับที่ดีที่สุด คือ หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ที่มีเสียงดังเป็นเวลานานๆและไม่เปิดเพลงจากเครื่อง เล่น MP3 เสียงดังเกินไปเป็นระยะเวลาติดต่อกัน
Content by VoiceTV
